พ่อแม่ของดิฉันเปิดร้านขายอาหาร ดิฉันช่วยพ่อแม่ขายมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ ใครๆ ชมว่าดิฉันเป็นแม่ค้าสาวสวย ยิ้มเก่ง พูดจาไพเราะ มารยาท และอัธยาศัยดี เมื่อปี ๒๕๔๐ ดิฉันรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง หน้าตาดี เขามารับประทานอาหารที่ร้านเป็นประจำ การพูดการจา กิริยามารยาทของเขาเป็นที่ถูกใจดิฉัน รู้จักกันนานเข้า กลายเป็นความรัก เรารักกันมาก แต่ภายหลังทราบว่าเขามีภรรยาแล้ว ดิฉันเสียใจมากเพราะเป็นรักครั้งแรก แต่ก็จำใจตัดขาดจากเขา เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าแย่งสามีคนอื่น

 

ต่อมาปี ๒๕๔๑ ก็มีผู้ชายมาชอบดิฉันอีกหลายคน ในจำนวนคนเหล่านั้น มีนายทหารอากาศ ยศ ร้อยโทคนหนึ่ง รูปร่างงามสง่า งามพร้อมปานเทพบุตร เนื่องจากผิดหวังจากชายคนก่อน กลัวจะพบคนมีภรรยาแล้ว จึงสืบดูก็พบว่า เขาก็มีภรรยาแล้ว คิดว่า “ ทำไมนะผู้ชายเหล่านี้ ภรรยาของเขาก็มี ลูกของเขาก็มีแล้ว ยังมาทำเจ้าชู้เที่ยวจีบผู้หญิงให้เสียใจ ? ” ดิฉันจึงตัดใจอีกไม่สนใจเขา ยังมีให้พิจารณาอยู่อีก ๒ คน มีคนหนึ่ง ก็รูปหล่อ สูงสง่างามเหมือนเทพบุตรอีกเหมือนกัน เขาเล่าให้ดิฉันฟังว่า พ่อของเขาไปมีภรรยาใหม่ เขารู้สึกขาดความอบอุ่น ดิฉันฟังเขาเล่าแล้วสงสารเขา แต่เขามีอายุมากกว่าดิฉันถึง ๘ ปี เขาดูเป็นผู้ใหญ่ น่าเคารพ น่าศรัทธา เราดูใจกันปีหนึ่ง ตลอดเวลาที่เราคบกัน เขาพูดเพราะ เขาพูด “ ครับ ” พูด “ ผม ” พูด “ คุณ ” ดิฉันดูอาการทราบว่า เขารักดิฉันมาก ดิฉันก็รักเขามาก เขาชมความงาม ความดี และบอก รัก ทำให้ดิฉันเคลิ้มหัวใจสั่นระรัว เขาได้ขอรูปของดิฉันไว้ต่างหน้า

พอกลางปี ๒๕๔๒ เขาพาผู้ใหญ่มาสู่ขอ พ่อแม่ของดิฉันตกลง เราก็เข้าสู่พิธีแต่งงาน เขาเปิดร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกัน และอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อแต่งงานแล้วดิฉันไปอยู่บ้านเขา ตอนกลางวันยังไปช่วยพ่อแม่ขายอาหารเหมือนเดิม ตั้งแต่แต่งงานเป็นสามีภรรยากันมา ที่เขาเคยเรียกดิฉันว่า “ คุณ ” คำว่า “ ครับ ” คำว่า “ ผม ” ของเขาหายไปสิ้น ดิฉันซึ่งแต่ก่อนเคยพูดคำว่า “ คุณ ” คำว่า “ คะ-ขา ” คำว่า “ ดิฉัน ” ที่เคยพูดกับเขาด้วยความเคารพ และศรัทธา ก็หายไปโดยอัตโนมัติ บอกตรงๆ ว่า เราสองคน ยังหาคำสรรพนามที่ลงตัวไม่ได้ คิดๆ ดูให้สังเวชใจ เรายังใช้คำเรียกขานกันไม่ลงตัว
แต่งงานกันมาได้ ๕ วัน สามีเริ่มออกลาย ที่เคยเป็นสุภาพบุรุษ ที่สุขุมอ่อนโยน กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ โกรธง่าย ฉุนเฉียว เขาไม่พอใจดิฉันด้วยเรื่องอะไรก็จำไม่ได้ แทนที่เขาจะพูดดีๆ กลับด่าอย่างหยาบคาย ดิฉันตกใจมาก คิดอยู่ในใจว่า เขาผิดไปมากขนาดนี้เชียวหรือ ? ทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้ ? ได้แต่อดทน ต่อมาอีก ๑๐ วัน เขาเรียกดิฉันให้กลับไปกินข้าวที่บ้าน ดิฉันกำลังติดขายของอยู่จึงไม่ไป เท่านั้นแหละ เขาแตะข้าวของทุกอย่างตรงหน้ากระจัดกระจายไปหมด ทั้งๆ ที่ลูกค้ายังอยู่ในร้าน ผู้คนอื่นๆ ก็พบเห็น ดิฉันงงมาก ! ผ่านไป ๒ เดือนดิฉัน ตั้งท้อง พอบอกเขา เขาแสดงสีหน้าไม่พอใจ ดิฉันเสียใจมาก ดิฉันรักลูกอยากให้เขาเกิดมา คิดว่า ถ้าสามีไม่เลี้ยง ดิฉันก็จะเลี้ยงลูกเอง พอดิฉันท้องแก่ เขาชักออกไปเที่ยวกลางคืนเป็นประจำ ดิฉันสืบทราบมาว่า เขาไปกกผู้หญิงพวกนั้น
วันหนึ่งตอนใกล้คลอดดิฉันแพ้ท้องอยากกินมะขาม เขาซื้อมะขามมาให้ ดิฉันคิดว่า อาบน้ำเสร็จแล้วจะกิน พออาบน้ำเสร็จรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม จึงถือเขาไปนอนกินในมุ้ง เขาเห็นดิฉันกินมะขามในมุ้งก็ด่าดิฉันลั่นบ้าน ไม่ได้ถามสาเหตุเลย ตอนท้องแก่มากวันหนึ่ง มีอาการไข้ต้องนอนซม เขาไม่เคยถามไถ่ ๗ โมงเช้าดิฉันยังไม่ออกจากห้องนอน เขาจึงมาตลบมุ้งขึ้น เอาเท้ากระทืบที่หัวของดิฉันเป็นการปลุกให้ตื่น ดิฉันได้แต่ร้องไห้ ไม่กล้าเถียง ถ้าเถียงจะถูกตบเป็นชุด ดังที่เคยมาแล้วบ่อยๆ เดี๋ยวนี้ ถ้าดิฉันถูกด่า สิ่งที่ควรทำคือ ไม่เถียง ไม่สบตา ไม่ตอบโต้ ไม่หน้างอ... พอคลอดลูกแล้ว ดูๆ เขาก็รักลูกมาก แต่กับดิฉัน ดูเขาไม่ค่อยรัก ถึงอย่างไรดิฉันก็ยังรักเขามาก
มีครั้งหนึ่งเขาคุยกระเซ้าเย้าแหย่กับผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง ดิฉันรู้สึกหึงหวง จึงเข้าไปต่อว่าเขา สิ่งที่ฉันได้รับคือ เขาเอากำปั้นชกปากดิฉันโครมใหญ่ เลือดไหลกลบปาก ดิฉันจึงหอบผ้า หอบลูกหนีไปจากเขาในวันนั้น ไปขออยู่กับบ้านญาติ นานสักอาทิตย์หนึ่ง เขาก็มาตามกลับ เพราะเขารักลูก ดิฉันรักเขา ไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ จึงกลับไปอยู่กับเขาอีก ชีวิตที่อยู่กับเขาไม่มีความสุขเลย ทำอะไรไม่ถูกใจ จะถูกทำร้ายร่างกาย ด้วยการแตะ การตบ ด่าหยาบๆ ราวกับดิฉันไม่ใช่คน เป็นกิจวัตรประจำวัน มีคราวหนึ่งดิฉันป้อนยาลูก ลูกดิ้น ยาหกออกจากปาก เขาก็เอาหวีสับที่กลางหัวดิฉัน เจ็บจนน้ำตาไหล มีคราวหนึ่งมีคนไปเป่าหูเขาว่า ดิฉันด่าเขา เขาไม่สอบถามความจริงเลย ขณะนั้นดิฉันกำลังช่วยพ่อแม่ขายอาหารอยู่ มีผู้คนเต็มร้าน เขาโผล่เข้าร้านรี่เข้ามาจะตบดิฉันต่อหน้าเหล่าลูกค้า ดิฉันหลบ เขาตบไม่ได้ แล้วด่าว่า “ อีควาย ! ”
คราวหนึ่งเขาไปซื้อรถยนต์ใหม่มาคันหนึ่ง เขาขับยังไม่ชำนาญ ขับถอยไปชนเอารถมอเตอร์ไซด์ของใครคันหนึ่งล้มลง ดิฉันก้มลงดูรถมอเตอร์ไซด์คันนั้น แทนที่เขาจะรู้ตัวว่าผิด กลับด่าดิฉันว่า “มึงจะดูหาห่าอะไร เดี๋ยวกูก็ถีบหน้าหรอก!” ถ้าเขาสั่งให้ดิฉันหยิบข้าวหยิบของ ถ้าหยิบไม่ถูกเขาจะด่าเสียๆ หายๆ ต่อหน้าลูกค้า ยิ่งคนมากเท่าไหร่ยิ่งด่ารุนแรงมากเท่านั้น คงอยากด่าอวดชาวบ้านว่าด่าเก่ง ข่มเมียเก่ง ภาคภูมิใจในความเป็นลูกผู้ชายเสียนี่กระไร มีวันหนึ่ง ดิฉันเอาอาหารใส่ปิ่นโตมาส่งเขา มาช้าไป ๕ นาที มาถึงส่งปิ่นโตอาหารให้เขา สิ่งที่ได้รับตอบคือ เขาทำหน้าถมึงทึง พร้อมกับด่าว่า “ อีควาย มัวทำเอี้ย อะไรอยู่ถึงเพิ่งมา ? ” แล้วจับปิ่นโตขว้างตก กระจัดกระจาย
 
นี่แหละค่ะชีวิตของดิฉัน ทำไมถึงพบแต่ความเลวร้ายอย่างนี้ ตอนแรกที่เขามาชอบ เขาไม่เคยแสดงความโหดเหี้ยมดังนี้เลย...ตลอดเวลาที่อยู่กับเขา ดิฉันร้องไห้มามากนัก ดิฉันไม่รู้หรอกว่า พรุ่งนี้ดิฉันจะเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป ลูกของดิฉันจะเป็นอย่างไรต่อไป สามีจะเป็นอย่างไรต่อไป ทุกวันนี้ดิฉันรู้เพียงว่า ดิฉันรักลูก และก็ รักสามีค่ะ…
....เมียรักของซาตาน.....
 
ความรักนี้น่าอัศจรรย์ ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ แต่มีอำนาจยิ่งใหญ่ แต่ก่อนนี้ไม่มี แล้วเกิดมีขึ้นมาได้ แต่ก่อนอยู่เป็นโสดตัวคนเดียวไม่มี “ รัก ” เมื่อมี สามี มีภรรยา มีลูก ก็มีความรักเกิดขึ้นมา สิ่งที่ตามความรักมา คือ ความทุกขความเจ็บตัว แต่ก็อยู่ได้ เพียงความเพลิดเพลินเล็กๆ น้อยๆ จากความรักลูก ความเอร็ดอร่อยเพียงเล็กๆ น้อยๆ จากเมถุน สิ่งเหล่านี้บังปัญญาไว้ ไม่ให้เห็นทุกข์ ทั้งๆ ที่อยู่ในกองทุกข์ แล้วพากันจมอยู่ ในวังวนของวัฏฏะสังสาระ อันไม่รู้จบ ต่อไป...
ละครบทเศร้านี้ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่เป็นพระเอก ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่เป็นนางเอก !
 

 




หน้าแรก I ประวัติหลวงพ่อเกษตร I วัดเขาหินเทิน I ธรรมะโดยหลวงพ่อเกษตร I กระดานกระทู้ธรรม l ติดต่อกับเรา
Copyright © 2003  Wat Khaohinturn All rights reserved
Designed & Managed by : flmonline.net